วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เเคทะเล

เเคทะเล


http://frynn.com/wp-content/uploads/2013/12/





แคทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์: Dolichandrone spathacea เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Bignoniaceae เปลือกแตกเป็นร่องเล็ก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ผิวใบเรียบ ใบมัน ใบอ่อนออกสีเขียวอมแดง แก่แล้วเป็นสีเขียว ดอกเป็นดอกช่อ บานไม่พร้อมกัน ช่อดอกสั้น ดอกเป็นถ้วยปากแตรสีขาว ปลายกลีบดอกเป็นหยัก เกสรตัวผู้ 4 อัน ยาวไม่เท่ากัน ออกดอกตลอดปี ผลเดี่ยว ยาว ค่อนข้างแบน เมื่ออ่อนสีเขียวอมม่วง แก่เป็นสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดมาก

จิกทะเล

จิกทะเล




https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/05/Barringtonia_asiatica_%28flower%29.jpg/



จิกเล หรือ จิกทะเล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Barringtonia asiatica; ชื่อสามัญ: Fish Poison Tree,[4][5]Putat[4] or Sea Poison Tree[4]) เป็นสายพันธุ์ของ Barringtonia พื้นเมืองที่อยู่อาศัยป่าชายเลนบนชายฝั่งในเขตร้อนชื้นและหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกจากแซนซิบาร์ทางทิศตะวันออก ไปยังไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, ฟิจิ, นิวแคลิโดเนีย, หมู่เกาะคุก, วาลลิสและฟุตูนา และเฟรนช์โปลินีเซีย มักปลูกตามถนนเพื่อการตกแต่งและร่มเงาในบางส่วนของอินเดีย
  1. จิกเลเป็นต้นไม้ใหญ่ สูงราว 20 เมตร ใบขนาดใหญ่ มันวาว มีความหนา ป้องกันการสูญเสียน้ำ ดอกขนาดใหญ่ สีขาว เกสรตัวผู้เป็นพู่ยาวเห็นได้ชัดเจน สีขาว ปลายชมพู ดอกมีกลิ่นหอมแรง บานตอนค่ำและโรยตอนเช้า ผสมเกสรด้วยผีเสื้อกลางคืนและค้างคาว ผลขนาดใหญ่ ทรงคล้ายลูกข่าง มีกากเหนียวหุ้มทำให้ลอยน้ำได้ดีคล้ายผลมะพร้าว[6]



เบญจมาศน้ำเค็ม

เบญจมาศน้ำเค็ม





https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/f/f9/Wollastonia_biflora.jpg/



  1. เบญจมาศน้ำเค็ม ชื่อวิทยาศาสตร์: Melanthera biflora เป็นพืชในวงศ์ Asteraceae เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ลำต้นมีขนสั้น ค่อนข้างแข็ง ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาล ใบเดี่ยว ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ดอกช่อ ผลเดี่ยว ขนาดเล็ก เป็นแท่งยาวแห้ง สีน้ำตาล ใช้เป็นไม้ประดับ พบได้ทั่วไปตามป่าชายเลนที่ชื้นแฉะเสมอ

เป้งทะเล

เป้งทะเล





http://img.tarad.com/shop/p/peninsula_palmseeds/img-lib/




เป้งทะเล (อังกฤษ: Mangrove Date Palm;ชื่อวิทยาศาสตร์: Phoenix paludosa) เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ปาล์ม และเป็นพืชท้องถิ่นตามแนวชายฝั่งของอินเดีย บังกลาเทศ พม่า ไทย และมาเลเซีย เปลือกลำต้นมีรอยขรุขระสีน้ำตาลหรือเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ไม่มีก้านใบย่อย โคนใบเป็นกาบห่อหุ้มยอดอ่อน ขอบใบเรียบ สีเขียวอมเหลือง ดอกเป็นดอกช่อ แยกเพศ แยกต้น ช่อดอกขนาดใหญ่ออกตามง่ามใบช่อดอกอ่อนจะมีกบขนาดใหญ่หุ้ม เมื่ออายุมากขึ้นกาบจะร่วงไป ผลเป็นผลเดี่ยว เนื้อด้านนอกอ่อนนุ่ม เมื่ออ่อนสีเขียว สุกเป็นสีส้ม มีเมล็ดเดียว ยอดอ่อนนำมาทำอาหารได้หลายชนิด เช่น ต้มกะทิแกงส้ม

ตาตุ่มทะเล

ตาตุ่มทะเล




https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/21/Excoecaria_agallocha_%28Blind_Your_Eye%29_W_IMG_6929.jpg/



ตาตุ่มทะเล หรือมูตอ บูตา ชื่อวิทยาศาสตร์: Excoecaria agallocha เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Euphorbiaceae เปลือกลำต้นแตกเป็นร่องยาว สีน้ำตาลเข้มถึงดำ ยางสีขาว มีพิษ ใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม เมื่อแก่เป็นสีแดง ขอบใบหยักเล็กน้อย ผิวเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกช่อ ติดกันแน่น มีก้านเดียว แยกเพศและแยกต้นตัวผู้ตัวเมีย ดอกตัวผู้สีเหลือง ส่วนดอกตัวเมียสีเขียว เกสรตัวเมียเป็นตุ่ม ผลเดี่ยว เกือบกลม มีพูสามพู ผิวเหลือง สีเขียวอ่อนถึงน้ำตาล
เป็นพืชที่พบทั่วไปตามป่าชายเลนตั้งแต่อินเดียจนถึงออสเตรเลีย ยางถ้าเข้าตาทำให้ตาบอด ถ้ากินเข้าไปทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง ถูกผิวหนังทำให้ระคายเคือง ใบแห้งบดเป็นผงมีสารพิษมากพอที่จะใช้ฆ่าปลาได้ รากฝนผสมกับน้ำขิงใช้พอกแก้อาการบวมตามมือและเท้า แก่นเผาไฟให้หอม ใช้เป็นส่วนผสมในยาขับลม ฟอกเลือด ขับระดู

เล็บมือนาง

เล็บมือนาง




https://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/8/88/Lepmeunaang.jpg/



  1. เล็บมือนาง (อังกฤษ: Rangoon creeper) เป็นไม้เลื้อยดอกหอมเป็นช่อ พบในแถบเอเชีย มีชื่อพื้นเมืองอื่นๆคือ จะมั่ง (เหนือ) จ๊ามั่ง (เหนือ) ไท้หม่อง (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) มะจีมั่ง (เหนือ) และ อะดอนิ่ง (มลายู ยะลา)

ปรงทะเล

ปรงทะเล



https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/07/Cycas_rumphii_FemaleFertileLeaves_BotGardBln0806b.JPG/



    1. ปรงทะเลหรือมะพร้าวเต่าทะเล หรือสาคูราชินี(อังกฤษ: Queen sago;ชื่อวิทยาศาสตร์: Cycas rumphii) เป็นพืชเมล็ดเปลือยจำพวกปรง ลำต้นหยาบเกิดจากรอยที่หลุดไปของใบ สีน้ำตาลแก่ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบแหลม เส้นกลางใบเป็นร่องตื้นๆ โคนก้านใบย่อยมีหนาม เมล็ดสีเขียวเป็นมัน แก่แล้วเป็นสีส้มอน้ำตาล ลำต้นให้แป้งสาคูที่นำไปทำอาหารได้ เมล็ดดิบเป็นพิษ ใบใช้ทำพวงหรีด

รักทะเล

รักทะเล




https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/4c/Starr_010309-0534_Scaevola_taccada.jpg/


  1. รักทะเล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Scaevola taccada; อังกฤษ: Sea Lettuce ; มาเลย์: Merambong) ภาษาฮาวายเรียก Naupaka kahakai ภาษาตองกาเรียก Ngahu เป็นพืชมีดอกในวงศ์ Goodeniaceae พบในชายฝั่งเขตร้อนในแถบอินโด-แปซิฟิก เป็นที่พบได้ทั่วไปในเกาะคริสต์มาสและเป็นวัชพืชในบางประเทศ[2]ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ขึ้นตามชายหาด[3] รากแผ่กว้าง ใบดก หนา มันวาว ป้องกันการสูญเสียน้ำ ใบแตกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาว บานเป็นรูปพัดครึ่งวงกลม ผลกลมสีขาว ลอยน้ำได้ สามารถเป็นพืชบุกเบิกในพื้นที่ใหม่ได้[4]

ลำพูทะเล

ลำพูทะเล



http://www.biogang.net/upload_img/blog/


  1. เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 6-15 เมตร ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งในระดับตา เปลือกสีน้ำตาลอมชมพู หรือสีเทา แตกเป็นสะเก็ดเล็กน้อย รากหายใจตั้งตรง รูปกรวยคว่ำ ยาว 20-40 เซนติเมตร เหนือผิวดิน โคนรากหนา เรียวแหลมไปทางปลาย มักเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลอมชมพู
  2. ใบ เป็นใบเดียว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่กลับ ถึงรูปไข่ ขนาด 3-7 X 4-11 เซนติเมตร ปลายใบกลม กว้าง ฐานใบรูปลิ่มแคบ ใบสีเขียวมีนวล เส้นใบกางออกกว้าง เห็นไม่ชัด ก้านใบอ้วนสั้น ยาว 0.3-0.8 เซนติเมตร
  3. ดอก ออกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง วงกลีบเลี้ยงเมื่อยังเป็นตาดอกรูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายและโคนแคบ ยาว 2.8-3.5 เซนติเมตร หลอดกลีบเลี้ยงรูปกรวยจากโคนที่เชื่อมติดกัน มีสันชัดเจน แฉกกลีบเลี้ยงหยักลึก 6-8 แฉก รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปใข่ แฉกมักสั้นกว่าหลอต ผิวด้านนอกสีเขียวอ่อน โคนกลีบด้านในสีแดง กลีบดอกรูปแถบ ก้านชูอับเรณูสีขาว ออกดอกเดือนมิถุนายน-ธันวาคม
  4. ผล เป็นผลมีเนื้อ และมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ด ฝังอยู่ในเนื้อผล ผลแข็ง รูปกลม ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง ขนาค 4-5 X 3-4 เซนติเมตร สีเขียว กลีบเลื้ยงแผ่บานออกและโค้งกลับ ออกผลเดือนมกราคม-กรกฎาคม
  5. เป็นพันธุ์ไม้เบิกนำชนิดหนึ่งของป่าชายเลน ขึ้นได้ดีที่ชายฝั่งทะเลที่น้ำท่วมถึงทุกวัน น้ำค่อนข้างเค็ม และดินเป็นดินปนทรายค่อนข้างลึก

โพทะเล

โพทะเล




https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/f/f8/Milo_closeup.jpg/


  1. โพทะเล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Thespesia populnea ; ชื่อสามัญ: Portia Tree) เป็นชนิดของไม้ดอกในตระกูล Malvaceae เป็นต้นไม้ขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม โพทะเล เป็นพืชในสกุลเดียวกับปอทะเลและมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แหล่งอาศัยเป็นแบบเดียวกัน ดอกสีเหลือง บานตอนเช้า แก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเช่นกัน แต่ดอกโพทะเลไม่มีวงกลมสีแดงภายในดอกแบบเดียวกับปอทะเล ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ใต้ใบมีขนอ่อนปกคลุมทำให้น้ำระเหยออกจากใบได้ช้า ผลกลม เมื่อแก่เต็มที่เป็นผลแห้ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วยติดอยู่ที่ขั้วผล
  2. ชื่อสามัญของโพทะเลในภาษาต่างๆ ได้แก่ Indian Tulip Tree, Pacific Rosewood, Seaside Mahoe (ใน ฟลอริดา), เบิฮ์สมุทร (បើស​សមុទ្រ) หรือ เจฺรยสมุทร (ជ្រៃ​សមុទ្រ) (ภาษาเขมร), Surina Suriya (ภาษาสิงหล), เบอบารู หรือ บารู บารู (ภาษามาเลย์), Milo หรือ Miro (ภาษาในกลุ่มโพลีเนเซียหลายภาษา), Makoʻi (ภาษาราปานุย), Gangaraavi (ภาษาเตลูกู), ปูวรสุ: பூவரசு (ภาษาทมิฬ), ปูวรสุ: പൂവരശ്‌ (ภาษามาลายาลัม), PakuR (ภาษาเบงกาลี) และ Plaksa (ภาษาสันสกฤต)

ปอทะเล

ปอทะเล


https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/cc/Starr_020803-0107_Hibiscus_tiliaceus.jpg/



  1.     ปอทะเล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hibiscus tiliaceus)เป็นไม้ยืนต้น ใบรูปหัวใจ ขอบใบหยักถี่ ใต้ใบมีขนอ่อนๆปกคลุม ดอกสีเหลือง บานตอนสาย พอตกเย็นจะกลายเป็นสีแดงแล้วหลุดร่วงไป ผลแห้ง แตก พบปอทะเลในบริเวณรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม
  2.  เปลือกปอทะเลใช้ทำเชือก ใบเป็นยารักษาแผล เนื้อไม้ของปอทะเลมีความถ่วงจำเพาะ 0.6.นำไปใช้ในงานช่างไม้ได้ เช่นทำเรือ เปลือกไม้และรากใช้ต้มทำยาแก้ไข้ ใบอ่อนกินเป็นผัก ชนพื้นเมืองในฮาวายนำเนื้อไม้ไปสร้างเรือแคนู[3] ประเทศในแถบเอเชียนิยมนำปอทะเลไปทำบอนไซ ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียนำเปลือกทำเป็นผงแห้งใช้รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์[4]

เหงือกปลาหมอ

เหงือกปลาหมอ



เหงือกปลาหมอ



  • ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบและปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นระยะ ๆ ผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อใบแข็งและเหนียว ใบกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาหมอ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีทั้งพันธุ์ดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) และพันธุ์ดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน บริเวณกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกหรือรูปไข่หรือกลมรี ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในมีฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด

โกงกางใบเล็ก

โกงกางใบเล็ก



https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/bd/Thakafathi.JPG/


โกงกางใบเล็ก เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ขึ้นได้ในดินเลนที่ค่อนข้างอ่อน ลึกและมีน้ำทะเลท่วมถึงตลอดเวลา ดังนั้นจึงพบไม้ชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลริมแม่น้ำ, ชายคลองและป่าชายเลน นอกจากประเทศไทยแล้วยังสามารถพบในตอนเหนือของออสเตรเลีย, กวม, ศรีลังกา, อินเดีย, อินโดนีเซีย,มาเลเซีย, ไมโครนีเซีย, นิวแคลิโดเนีย, ปาปัวนิวกินี, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, หมู่เกาะโซโลมอน, ไต้หวัน, ประเทศวานูอาตู, และเวียดนาม
มีชื่อพื้นเมืองดังนี้: โกงกาง (ระนอง), โกงกางใบเล็ก (ภาคกลาง), พังกาทราย (กระบี่), พังกาใบเล็ก (พังงา)

ต้นเเสม

ต้นเเสม



ต้นแสม



  แสมเป็นพืชที่ขึ้นตามบริเวณชายฝั่งทะเล และมีน้ำทะเลท่วมถึง แสม มี 3 ชนิด คือ แสมขาว แสมดำ แสมทะเล ลักษณะทั่วไป ของต้นแสมประกอบด้วย ใบ บริเวณเซลล์ผิวในมีผนังหนาเป็นแผ่น มีปากใบ (Stoma) ที่ผิวใบด้านล่างป้องกันการระเหยของน้ำ นอกจากนี้ที่ใบยังมีต่อมขับเกลือ (Saltgland) ช่วยควบคุมระดับความเข้มข้นของเกลือในพืช โดยขับออกทางใบ ราก แสมเป็นพืชที่ขึ้น อยู่ในบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึง จึงมีรากพิเศษเรียกว่า รากหายใจโผล่จากดินหรือโคลน เมล็ดแสมมีรากแก้วเป็นขนแข็งและงอนขึ้น จึงสามารถยึดเหนี่ยวดินไว้ได้แน่น ทำให้ต้นอ่อนทนทานกระแสน้ำ และคลื่นเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่เมล็ดจะงอกก่อนที่จะร่วงหล่นจากต้น เมื่อหล่นลงดินแล้วเมล็ดก็จะแตก รากหยั่งลงดินได้ทันที การแพร่กระจายของเมล็ดอาศัยน้ำเป็นสื่อโดยต้นอ่อนหรือผลแก่สามารถลอยน้ำได้

ต้นโกงกาง

ต้นโกงกาง



https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/f/f0/Mangroves.jpg/



   ป่าโกงกาง (อังกฤษ: Mangrove forest หรือ Intertidal forest) คือเป็นกลุ่มสังคมพืชซึ่งขึ้นอยู่ในเขตน้ำลงต่ำสุดและน้ำขึ้นสูงสุด บริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำหรืออ่าว อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง สังคมพืชที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดหลายตระกูล และเป็นพวกที่มี ใบเขียวตลอดปี (evergreen species) ซึ่งมีลักษณะทางสรีรวิทยาและความต้องการสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้สกุลโกงกาง(Rhizophora spp.) 
ได้มีการค้นพบป่าประเภทนี้มาตั้งแต่เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางมาบริเวณชายฝั่งตะวันตกของเกาะคิวบา ต่อมา เซอร์ วอลเตอร์ เรลห์ ได้พบป่าชนิดเดียวกันนี้อยู่บริเวณปากแม่น้ำในประเทศตรินิแดดและ กิอานา
คำว่า "mangrove" เป็นคำจากภาษาโปรตุเกสคำว่า "mangue" ซึ่งหมายถึงกลุ่มสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลดินเลน และใช้กันแพร่หลายในประเทศแถบลาตินอเมริกา ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็ใช้เรียกตามภาษาของตัวเอง เช่น ประเทศมาเลเซียใช้คำว่า "manggi-manggi" ประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเรียกป่าชายเลนว่า "mangrove" ส่วนภาษาไทยเรียกป่าชนิดนี้ว่า "ป่าชายเลน" หรือ "ป่าโกงกาง"
บริเวณที่พบป่าชายเลนโดยทั่วไป คือตามชายฝั่ง ทะเล บริเวณปากน้ำ อ่าว ทะเลสาบ และเกาะ ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึงของประเทศ ในแถบภูมิภาคเขตร้อน ส่วนเขตเหนือหรือใต้เขตร้อน จะพบป่าชายเลนอยู่บ้างแต่ไม่มาก โดยพื้นที่ที่พบป่าชายเลนเช่น ในกลุ่มประเทศของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า และ ไทย เป็นต้น